
ศูนย์นิทราเวช รพ.จุฬาลงกรณ์ ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นด้วยเทคนิคใหม่ “HGNS” เป็นแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นแห่งที่ 4 ในเอเชีย ผ่าตัดช่วยผู้ป่วยสำเร็จแล้ว 3 ราย เหมาะกับผู้ที่มีค่าดัชนีการหยุดหายใจระดับรุนแรงปานกลางจนถึงรุนแรงมาก
โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น หรือ Obstructive Sleep Apnea (OSA) เป็นโรคผิดปกติจากการนอนหลับชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันพบว่าคนไทยมีปัญหาเรื่องการนอนและเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลวิจัยของประชากรทั้งหมด พบอุบัติการณ์ถึงร้อยละ 14 อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและชีวิตสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด พฤติกรรม อาหาร และสิ่งแวดล้อม
โรคนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาเนื่องจากการนอนที่ไม่มีคุณภาพจะส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต หากไม่รักษาและอาการโรครุนแรงขึ้น ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดสมองตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน ซึมเศร้า และสมรรถภาพทางเพศเสื่อม เป็นต้น
การรักษาโรคนี้ขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรค โดยเบื้องต้นเป็นเรื่องของการปรับพฤติกรรม การรักษาด้วยอุปกรณ์ที่ช่วยขยายทางเดินหายใจ จนไปถึงการผ่าตัดเนื้อเยื่อเพดานอ่อน ผ่าตัดต่อมทอนซิล หรือผ่าตัดกรามเพื่อเปิดช่องทางเดินหายใจให้มากขึ้น ซึ่งวิธีดังกล่าวได้ผลราวร้อยละ 40 และใช้ไม่ได้กับผู้ป่วยทุกราย

ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งมีพันธกิจในการพัฒนาสุขภาวะการนอนเพื่อสุขภาพของคนในสังคม จึงได้พยายามหาเทคนิคใหม่ ๆ เพื่อดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาการนอน โดยล่าสุด เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา ได้เริ่มนำเทคนิค HGNS (Hypoglossal Nerve Stimulation) หรือ การกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 มาใช้ในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น นับเป็นแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นแห่งที่ 4 ในเอเชีย ต่อจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง
เมื่อการนอนหลับกลายเป็นโรค
รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง นฤชา จิรกาลวสาน หัวหน้าศูนย์นิทราเวช รพ.จุฬาฯ และนายกสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย อธิบายว่า“โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น เกิดจากทางเดินหายใจส่วนบนถูกอุดกั้นเป็นพัก ๆ และทำให้ออกซิเจนตกลงหรือมีการหลับ ๆ ตื่น ๆ”

“ปัจจัยเสี่ยงจากโรคนี้มีหลายอย่าง อย่างแรกคือเกิดจากโครงสร้างร่างกาย เช่น โครงกระดูกผิดปกติ คางสั้น คางเล็กร่นไปทางด้านหลัง คนที่มีน้ำหนักตัวเยอะ คนที่ลิ้นไก่ยาว เพดานอ่อนต่ำ เป็นต้น”
โรคนี้มีโอกาสพบได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงมีส่วนช่วยเพิ่มแรงทางเดินหายใจ “ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะมีโอกาสเพิ่มที่จะเป็นเกิดภาวะนี้ใกล้เคียงกับผู้ชาย”
นอกจากนี้ รศ. พญ. นฤชา กล่าวถึงสาเหตุอื่น ๆ ที่เป็นปัจจัยของโรคนี้ “เมื่ออายุเยอะขึ้น แรงกล้ามเนื้อก็จะลดลง การรับประทานยาบางอย่างที่อาจจะไปคลายกล้ามเนื้อ คนที่มีโรคประจำตัวก็เพิ่มโอกาสการเป็นโรคนี้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต ส่วนหนึ่งคนไข้โรคไตและโรคหัวใจวายจะมีการสะสมน้ำ พอนอนตอนกลางคืน น้ำที่คั่งอยู่ที่ขาก็ไหลเข้าไปที่ทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบได้”
อาการที่พบบ่อยที่สุดคืออาการนอนกรน ตื่นบ่อยระหว่างคืน โดยเฉพาะการตื่นมาเข้าห้องน้ำเกิน 1 ครั้งต่อคืน บางคนนอนแล้วรู้สึกว่าสำลัก หรือคู่นอนบอกว่าหยุดหายใจ ตอนเช้าตื่นขึ้นมาปวดศีรษะ ไม่สดชื่น มีอาการง่วงนอนผิดปกติตอนกลางวัน บางคนก็รู้สึกว่ามีความจำที่ลดลง เป็นต้น
แนวทางการักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับ
การรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น แบ่งเป็นระดับความรุนแรง บอกได้จากการตรวจการนอนหลับ มีค่าดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว ดังนี้
- ค่าดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว น้อยกว่า 5 ครั้ง ถือว่าปกติ
- ค่าดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว 5 – 15 ถือว่า รุนแรงน้อย
- ค่าดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว 15 – 30 ถือว่า รุนแรงปานกลาง
- ค่าดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว มากกว่า 30 ถือว่า รุนแรงมาก
“ผู้ที่มีค่าดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว อยู่ในช่วง 5 – 15 สามารถรักษาด้วยการปรับพฤติกรรม ลดน้ำหนัก 5 – 10% ของน้ำหนักตัว เปลี่ยนมานอนตะแคง บางคนที่มีโรคเกี่ยวข้อง เช่น โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จะมีโอกาสเพิ่มการกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับไม่รุนแรงจึงต้องรักษาโรคเหล่านี้ร่วมไปก่อน” รศ. พญ. นฤชา อธิบาย
สำหรับผู้ที่มีค่าดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่วระดับรุนแรงปานกลางขึ้นไป การรักษาหลักคือการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกหรือ CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สร้างแรงดันบวกขึ้นมาแล้วไปขยายทางเดินหายใจส่วนบนให้กว้างขึ้น ป้องกันการอุดกั้นของทางเดินหายใจ เป็นการรักษามาตรฐานทั่วไป
นอกจากนี้ ยังมีการรักษาด้วยอุปกรณ์ทางทันตกรรมเป็นลักษณะคล้ายเหล็กจัดฟัน มีชิ้นบน ชิ้นล่าง ผู้ป่วยต้องไปหาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ อุปกรณ์มี 2 ชิ้นและสามารถปรับได้ เพื่อยืดกรามล่างมาทางด้านหน้าทำให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้น
รศ. พญ. นฤชา กล่าวต่อไปว่า “การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นที่ผ่านมาเป็นการผ่าตัดในลักษณะตัดเนื้อเยื่อ เช่น ตัดต่อมทอนซิล ผ่าตัดเพดานอ่อนให้เปิดกว้างขึ้น ผลการรักษาได้ประมาณร้อยละ 40 นอกจากนั้นมีการผ่าตัดใหญ่คือการผ่าตัดกรามและเลื่อนกรามมาด้านหน้า ทำให้ด้านหลังคอกว้างขึ้น ผลสำเร็จและประสิทธิภาพมีข้อมูลค่อนข้างหลากหลาย อาจจะไม่ได้ผลที่ดีมากในทุกเคส จนกระทั่งมีอุปกรณ์ในการผ่าตัด HGNS”
การผ่าตัด HGNS ความสำเร็จของแพทย์ไทย
การผ่าตัด HGNS (Hypoglossal Nerve Stimulation) หรือ การกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 เริ่มต้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ทีมแพทย์จากศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาฯ ได้รับการฝึกฝนมาจากสถาบันที่อเมริกา คือ University of Southern California และ Medical College of Wisconsin โดยทางคณะแพทย์ได้เข้าไปเรียนรู้ในห้องผ่าตัด ศึกษาดูแลคนไข้ และเข้ารับการฝึกอบรม “Cadaveric Workshop” ซึ่งเป็นการผ่าตัดร่างท่านอาจารย์ใหญ่ก่อนจะไปผ่าตัดจริงกับผู้ป่วย


รศ. พญ. นฤชา อธิบายหลักการว่า “การผ่าตัด HGNS เหมาะกับคนที่มีค่าดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่วระดับรุนแรงปานกลางจนถึงรุนแรงมาก เป็นการผ่าตัดเล็ก โดยจะใส่อุปกรณ์กระตุ้นเส้นประสาทบริเวณผิวหนังตรงกล้ามเนื้อหน้าอกด้านขวา อุปกรณ์จะจับการหายใจและส่งกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ไปยังเส้นประสาทที่เรียกว่า Hypoglossal Nerve ซึ่งเป็นเส้นประสาทหลักที่กระตุ้นกล้ามเนื้อลิ้น Genioglossus Muscle เป็นกล้ามเนื้อที่ช่วยขยายทางเดินหายใจ โดยเลื่อนกล้ามเนื้อลิ้นมาด้านหน้าทำให้ทางเดินหายใจเปิดกว้าง การผ่าตัดเล็ก ไม่กี่เซนติเมตรที่คอด้านขวาเพื่อเอาสายไปคล้องกับเส้นประสาท Hypoglossal Nerve”

“เมื่อผ่าตัดทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ตอนก่อนนอน คนไข้จะมีรีโมทคอนโทรลเปิดเครื่อง เครื่องจะทำงานวัดการหายใจ ถ้าเห็นโอกาสที่ทางเดินหายใจตีบก็จะส่งกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ไปที่เส้นประสาท Hypoglossal Nerve ไปกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ทำงาน อุปกรณ์สามารถปรับระดับความแรงของกระแสไฟฟ้าได้และมี protocol ในการปรับ ช่วงแรกค่อยเพิ่มทีละน้อย สุดท้ายก็จะนำคนไข้มานอนตรวจการนอนหลับเพื่อวัดว่าจะต้องใช้กระแสไฟฟ้าเท่าไร จึงทำให้ค่าการหยุดหายใจอยู่ในเกณฑ์ปกติ”
ข้อดีและข้อเสียของการผ่าตัด HGNS
ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นด้วยเทคนิค HGNS ไปแล้ว 3 ราย และทีมแพทย์เฝ้าติดตามอาการและผลของการผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง

“เราติดตามดูแผลผ่าตัดแล้ว ไม่พบว่ามีปัญหา และผู้ป่วยทั้ง 3 ท่านบอกว่าไม่ค่อยปวดแผล หลังจากนั้นเราจะกระตุ้นเครื่องเปิดกระแสไฟฟ้าให้ทำงานตาม Protocol” รศ. พญ. นฤชา เล่าสรุปผลการผ่าตัดและข้อดี-ข้อเสียของการผ่าตัด HGNS ดังนี้
ข้อดี
- ประสิทธิภาพดีกว่าการผ่าตัดชนิดอื่น ๆ ที่ผ่านมา จากข้อมูลสามารถลดดัชนีการหยุดหายใจลงมาเป็นปกติได้มากกว่าร้อยละ 70
- การผ่าตัดไม่ใช่ผ่าตัดใหญ่ คนไข้เจ็บน้อย ไม่เจ็บมากเท่ากับการผ่าตัดช่องคอทั่วไป และฟื้นตัวได้ดี
- การรักษาสามารถปรับได้ในระยะยาว ในขณะที่การรักษาอื่น ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่ออายุมากขึ้นหรือคนไข้มีน้ำหนักตัวมากกว่าเดิม
ข้อเสีย
- คนไข้ต้องมีความระมัดระวังในการเข้า MRI ส่วนใหญ่สามารถเข้าได้ ยกเว้นค่า MRI ระดับความแรงระดับหนึ่งซึ่งทางศูนย์ฯ จะมีข้อมูลให้คนไข้เมื่อต้องไปเข้า MRI
- ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก เพราะอุปกรณ์นำเข้าจากต่างประเทศ
“อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดเหมาะกับคนไข้ที่ไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้ ถ้าคนไข้ใช้เครื่องได้ดี เราไม่แนะนำให้มารักษาด้วยวิธีนี้ การรักษษด้วยเครื่อง CPAP ยังเป็นการรักษามาตรฐาน เพราะสามารถลดดัชนีการหายใจและหายใจแผ่วได้มากกว่าการผ่าตัดโดยภาพรวม และการผ่าตัดก็มีความซับซ้อนมากกว่าการใช้เครื่อง”
ศูนย์นิทราเวช รักษาโรคผิดปกติจากการนอนหลับ
โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นเป็นหนึ่งในโรคผิดปกติจากการนอนหลับ นอกจากนั้นยังมีโรคอื่น ๆ แบ่งเป็นกลุ่มโรคได้ดังนี้
- โรคที่เกิดจากการหายใจ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น โรคหยุดหายใจขณะหลัยจากระดับประสาทส่วนกลาง โรคนอนกรน
- โรคนอนไม่หลับ หรือหลับยาก
- โรคง่วงนอนผิดปกติ เช่น โรคลมหลับ
- โรคขยับตัวผิดปกติ เช่น ขากระตุกขณะหลับ โรคนอนกัดฟัน
- โรคพฤติกรรมผิดปกติขณะหลับ เช่น นอนละเมอเดิน นอนละเมอพูด และนอนละเมอขยับตามฝัน
“ศูนย์นิทราเวชเปิดคลินิกแทบทุกวัน วันจันทร์และอังคาร เวลา 13.00 – 16.00 น. จะเป็นคลินิกโรคความผิดปกติจากการนอนหลับ วันพุธและพฤหัส เวลา 9.00 – 16.00 น. จะเป็นคลินิกการรักษา CPAP คนไข้สามารถมาลองเครื่อง รับเครื่องไปลองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มีการดาวน์โหลดผล พบกับเจ้าหน้าที่และพบแพทย์”
“สำหรับวันศุกร์ที่ 4 ของเดือนเป็นคลินิกการออกกำลังกายกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบน และเป็นที่แรกในประเทศไทย สำหรับคนไข้ที่มีภาวะนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับแล้วไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้ โดยจะให้คนไข้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบน ด้วยท่าทางต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้เราได้ร่วมกับอาจารย์จากวิทยาศาสตร์กีฬา ของจุฬาฯ มาออกแบบท่าทางการออกกำลังและวางแผนที่จะทำแอปพลิเคชันสำหรับการรักษาต่อไป”
การนอนหลับเป็นการฟื้นฟูร่างกายและให้ร่างกายได้พักซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เราจึงควรนอนหลับให้ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ “แต่ถ้าสังเกตว่าตัวเองมีการนอนหลับผิดปกติให้ลองปรับพฤติกรรมดูก่อน ถ้ายังไม่ดีขึ้น ก็สามารถมารักษาและได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ” รศ. พญ. นฤชา กล่าวปิดท้าย
ศูนย์นิทราเวช อยู่ที่ตึกนวัตบริบาล ชั้น 5 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ติดต่อ 02-649-4037 หรือ https://www.facebook.com/sleepcenterchula
Information Box
นอนหลับเต็มอิ่ม ชีวิตเป็นสุข
- ผู้ใหญ่อายุ 25-65 ปี ควรจะนอนให้ได้ระยะเวลา 7– 9 ชั่วโมง ผู้ใหญ่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไป ควรจะนอนให้ได้ระยะเวลา 7– 8 ชั่วโมง
- นอนตรงเวลา วันธรรมดาและวันหยุดไม่ควรมีเวลาแตกต่างกันเกินไปกว่า 1 – 2 ชั่วโมง เพราะการนอนที่ไม่เป็นเวลาทำให้นาฬิกาการนอนเดินไม่เป็นระบบ
- ปิดไฟขณะนอน บรรยากาศในห้องนอนควรมืด เงียบ และอุณหภูมิเย็นสบาย
- ลดการใช้โซเซียลมีเดียที่มีแสงเข้าตาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน
- ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน 6 ชั่วโมงก่อนนอน ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ 4 ชั่วโมงก่อนนอน อาหารมื้อใหญ่ไม่ควรทาน 3 ชั่วโมงก่อนนอน เพราะทำให้ท้องอืดหรือกรดไหลย้อน
- ไม่ควรออกกำลังกายหรืออาบน้ำอุ่นภายใน 2 ชั่วโมงก่อนนอน
- เมื่อตื่นตอนเช้า แนะนำให้โดนแสงแดด เปิดหน้าต่าง เดินเล่นรับแสงแดด เพราะแสงตอนเช้าจะช่วยปรับนาฬิกาการนอนหลับให้เดินได้อย่างเหมาะสม
- FacebookFacebook
- XTwitter
- LINELine